บริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลพนักงานเอง ควรเปลี่ยนเป็นประกันกลุ่มไหม
หลายองค์กรตั้งงบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลแล้วให้พนักงานนำใบเสร็จมาเบิกคืน วิธีนี้ยืดหยุ่นและเริ่มง่าย แต่เมื่อองค์กรโตขึ้น คำถามจะเปลี่ยนจาก “ปีนี้ใช้งบไปเท่าไร” เป็น “ปีไหนที่งบจะเอาไม่อยู่”
ในบทความนี้คุณจะได้รู้
- สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทบทวนสวัสดิการแบบจ่ายเอง
- ความต่างที่แท้จริงระหว่างสองวิธี ซึ่งไม่ใช่เรื่องจำนวนเงิน
- สิ่งที่ต้องยอมรับถ้าเปลี่ยน เขียนไว้ตรง ๆ ไม่เลี่ยง
- คำว่า “ครอบครัว” ของสองระบบที่ไม่เท่ากัน และมักทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน
- ข้อมูลที่ควรรวบรวมไว้ก่อนเริ่มคุยกับบริษัทประกัน
สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายเอง กับประกันกลุ่ม ไม่ได้ต่างกันแค่ว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน แต่ต่างกันที่ ใครเป็นคนรับความเสี่ยงเมื่อมีเคสใหญ่เกิดขึ้น
บทความนี้เขียนจากมุมของคนที่ต้องนั่งดูตัวเลขการเบิกจริงขององค์กรก่อนออกแบบแผน จึงเน้นเรื่องที่ใช้ตัดสินใจได้จริง ไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหน เพราะคำตอบขึ้นกับขนาดองค์กร โครงสร้างอายุพนักงาน และความสามารถในการรับความผันผวนของงบประมาณ
หากยังไม่คุ้นกับพื้นฐาน อ่านก่อนได้ที่ ประกันกลุ่มคืออะไร
สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายเอง ทำงานอย่างไร
รูปแบบที่พบบ่อยคือองค์กรตั้งวงเงินต่อคนต่อปีไว้ แล้วให้พนักงานสำรองจ่ายที่โรงพยาบาลก่อน นำใบเสร็จและใบรับรองแพทย์มายื่นกับฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายการเงิน แล้วเบิกคืนตามระเบียบที่องค์กรเขียนเอง
ข้อดีชัดเจน คือองค์กร กำหนดเงื่อนไขได้เองทั้งหมด อยากให้ครอบคลุมถึงใคร อยากให้เบิกอะไรได้บ้าง ปรับได้ทุกปีโดยไม่ต้องขออนุมัติจากใคร และถ้าปีไหนพนักงานสุขภาพดี เงินที่ไม่ได้ใช้ก็ยังอยู่กับองค์กร
ข้อจำกัดก็มาจากข้อดีข้อเดียวกันนั้น คือ ความเสี่ยงทั้งหมดอยู่กับองค์กร ไม่มีใครมารับแทนเมื่อเกิดเคสที่ค่ารักษาสูงผิดปกติ
5 สัญญาณว่าถึงเวลาทบทวนสวัสดิการแบบจ่ายเอง
ไม่ใช่ทุกองค์กรที่ควรเปลี่ยน แต่ถ้าเจอข้อใดข้อหนึ่งต่อเนื่องสองถึงสามปี ควรเอาตัวเลขมาวางเทียบดู
- ใช้งบเกือบเต็มกรอบทุกปี โดยที่จำนวนพนักงานไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แปลว่าค่ารักษาต่อหัวกำลังโต
- เคยมีปีที่เคสเดียวทำให้งบเสียรูป เช่น ผ่าตัดใหญ่หรือนอนโรงพยาบาลนาน แล้วต้องไปเกลี่ยงบจากส่วนอื่นมาชดเชย
- โครงสร้างอายุพนักงานขยับขึ้น สัดส่วนพนักงานอายุมากกว่า 40 ปีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสัมพันธ์กับค่ารักษาโดยตรง
- ฝ่ายบุคคลใช้เวลากับการตรวจใบเสร็จมากเกินไป จนกลายเป็นงานประจำที่เบียดงานหลัก
- พนักงานเริ่มเทียบสวัสดิการกับที่อื่น แล้วถามหาความคุ้มครองที่ระบบเบิกจ่ายให้ไม่ได้ เช่น กรณีเสียชีวิตหรือโรคร้ายแรง

ความต่างที่แท้จริงคือ ใครรับความเสี่ยง ไม่ใช่ใครจ่ายถูกกว่า
ถ้าเทียบกันเฉพาะปีที่ทุกอย่างปกติ การจ่ายเองมักดูถูกกว่าเสมอ เพราะองค์กรจ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ไม่มีส่วนของค่าดำเนินงานและส่วนต่างความเสี่ยงบวกเข้ามา
แต่การเปรียบเทียบที่ใช้ตัดสินใจได้จริง ต้องมองไปถึง ปีที่ไม่ปกติ เพราะนั่นคือเหตุผลทั้งหมดของการมีประกัน
| ประเด็น | บริษัทจ่ายเอง | ประกันกลุ่ม |
|---|---|---|
| รายจ่ายต่อปี | ผันผวนตามการเจ็บป่วยจริง | เป็นเบี้ยคงที่ ทราบตั้งแต่ต้นปี |
| เมื่อเกิดเคสค่ารักษาสูง | องค์กรรับเต็มจำนวน | บริษัทประกันรับภายในวงเงินตามกรมธรรม์ |
| ปีที่เบิกน้อย | เงินที่เหลืออยู่กับองค์กร | เบี้ยที่จ่ายไปแล้วไม่ได้คืน |
| การกำหนดเงื่อนไข | องค์กรเขียนระเบียบเอง ยืดหยุ่นสูง | เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์และการพิจารณารับประกันภัย |
| ความคุ้มครองชีวิตและอุบัติเหตุ | ไม่มี เว้นแต่จัดงบแยกต่างหาก | รวมอยู่ในแผนเดียวกันได้ |
| งานเอกสารของฝ่ายบุคคล | ตรวจและอนุมัติเองทุกราย | ยื่นกับบริษัทประกันโดยตรง ฝ่ายบุคคลทำหน้าที่ประสานงาน |
สิ่งที่ประกันกลุ่มเพิ่มให้ได้ แต่ระบบเบิกจ่ายทำไม่ได้
ระบบเบิกค่ารักษาตอบโจทย์เฉพาะตอนที่พนักงานเข้าโรงพยาบาลแล้วมีใบเสร็จ แต่มีอีกหลายสถานการณ์ที่พนักงานและครอบครัวต้องการเงินก้อน ซึ่งไม่มีใบเสร็จให้เบิก
- กรณีเสียชีวิต ครอบครัวได้รับทุนประกันชีวิตเป็นเงินก้อน
- อุบัติเหตุและทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร คุ้มครองทั้งกรณีสูญเสียอวัยวะและกรณีทำงานต่อไม่ได้
- โรคร้ายแรง จ่ายเป็นเงินก้อนเมื่อได้รับการวินิจฉัยตามเงื่อนไข ใช้ประคองรายได้ช่วงพักรักษาตัวได้
- การใช้สิทธิที่โรงพยาบาลเครือข่าย ปัจจุบันเครือข่ายของ AIA มีกว่า 823 แห่งทั่วประเทศ ช่วยลดภาระการสำรองจ่ายลงได้มากในหลายกรณี
สิ่งที่ต้องยอมรับถ้าเปลี่ยนมาใช้ประกันกลุ่ม
ส่วนนี้สำคัญกว่าข้อดี เพราะเป็นจุดที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าสวัสดิการ “แย่ลง” ถ้าไม่ได้สื่อสารไว้ก่อน
- มีเพดานรายรายการ ระบบเบิกจ่ายเดิมอาจมีแค่วงเงินรวมต่อปี แต่กรมธรรม์จะแยกเพดานเป็นรายการ เช่น ค่าห้องต่อวัน ค่าผ่าตัด ค่ารักษาอื่น ๆ พนักงานที่เคยเบิกได้เต็มอาจเจอส่วนต่าง
- มีข้อยกเว้นและระยะเวลารอคอย บางความคุ้มครองไม่ได้เริ่มทันทีในวันแรก และบางรายการไม่อยู่ในความคุ้มครองเลย
- เงื่อนไขเรื่องโรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี โดยเฉพาะองค์กรที่มีพนักงานรักษาต่อเนื่องอยู่แล้ว
- ปีที่ไม่มีใครเบิก เบี้ยไม่ได้คืน นี่คือต้นทุนของการโอนความเสี่ยงออกไป
- โครงสร้างแผนปรับกลางปีไม่ได้ การเพิ่มหรือแยกแผนใหม่ต้องรอรอบต่ออายุ แม้การเพิ่มพนักงานใหม่ระหว่างปีจะทำได้ตามปกติ
รายละเอียดเรื่องข้อยกเว้นและระยะเวลารอคอย อ่านต่อได้ที่ ระยะเวลารอคอยและข้อยกเว้นในประกันกลุ่ม

คำว่า “ครอบครัว” ของสองระบบ มักไม่เท่ากัน
นี่คือจุดที่ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนมากที่สุดเวลาองค์กรขอใบเสนอราคาครั้งแรก และเป็นเรื่องที่ควรเคลียร์ก่อนอย่างอื่นทั้งหมด
สวัสดิการที่องค์กรเขียนระเบียบเอง หลายแห่งให้สิทธิครอบคลุมถึง บิดามารดาของพนักงาน ด้วย เพราะเป็นกลุ่มที่ค่ารักษาสูงและองค์กรอยากดูแล แต่ความคุ้มครองครอบครัวในกรมธรรม์ประกันกลุ่มจะระบุไว้เป็น คู่สมรสและบุตรตามเกณฑ์อายุที่บริษัทกำหนด
ก่อนเริ่มคุย ควรแยกตัวเลขออกเป็น คู่สมรส บุตรพร้อมช่วงอายุ บิดามารดา และกลุ่มอื่น ๆ ให้ชัด แม้จะเป็นตัวเลขประมาณการก็ช่วยได้มาก รายละเอียดเรื่องการคุ้มครองผู้ติดตาม อ่านได้ที่ ประกันกลุ่มคุ้มครองคู่สมรสและบุตรได้แค่ไหน
องค์กรที่ไม่เคยทำประกันมาก่อน ต่างจากองค์กรที่ย้ายบริษัทประกันอย่างไร
ข้อนี้มักถูกมองข้าม แต่กระทบพนักงานโดยตรง
องค์กรที่ มีกรมธรรม์ประกันกลุ่มอยู่แล้วและย้ายไปบริษัทใหม่ สามารถขอให้พิจารณารับโอนความคุ้มครองต่อเนื่องจากกรมธรรม์เดิมได้ ซึ่งมีเงื่อนไขว่าสมาชิกต้องได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์เดิมมาเกินกว่าหนึ่งปี โดยไม่ถูกเพิ่มเบี้ยพิเศษและไม่ถูกยกเว้นความคุ้มครองใด และต้องส่งสำเนากรมธรรม์เดิมพร้อมรายชื่อสมาชิกที่ออกโดยบริษัทประกันเดิมให้ตรวจสอบ
ส่วนองค์กรที่ ใช้วิธีจ่ายสวัสดิการเองมาตลอดและไม่เคยมีกรมธรรม์ จะไม่มีกรมธรรม์เดิมให้รับโอน จึงเริ่มต้นตามเงื่อนไขมาตรฐานของกรมธรรม์ ไม่ว่าจะดูแลพนักงานมานานแค่ไหนก็ตาม
กรณีที่มีกรมธรรม์เดิมอยู่แล้ว อ่านเพิ่มได้ที่ เปลี่ยนบริษัทประกันกลุ่มต้องเตรียมอะไร

ข้อมูลที่ควรรวบรวมไว้ก่อนเริ่มคุยกับบริษัทประกัน
องค์กรที่จ่ายสวัสดิการเองมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่หลายแห่งไม่รู้ตัว คือ มีประวัติค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของตัวเองอยู่ในมือ ซึ่งองค์กรที่ไม่เคยทำอะไรเลยไม่มี ยิ่งข้อมูลละเอียด ยิ่งช่วยให้การออกแบบแผนตรงกับการใช้งานจริง
- ยอดเบิกจริงย้อนหลัง 2 ถึง 3 ปี พร้อมกรอบงบที่ตั้งไว้แต่ละปี
- แยกยอดของพนักงานกับของครอบครัว เพราะสองส่วนนี้มักต่างกันมากกว่าที่คิด
- เพศและอายุของสมาชิกเป็นรายคน ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย เพราะเบี้ยคิดจากอายุของแต่ละคน
- จำนวนพนักงานแยกตามระดับตำแหน่ง ใช้จัดกลุ่มเข้าแผนที่ต่างกันได้
- ขอบเขตครอบครัวที่ดูแลอยู่จริง แยกคู่สมรส บุตร บิดามารดา และกลุ่มอื่น
- ลักษณะงานของพนักงาน งานสำนักงานกับงานหน้างานคิดอัตราต่างกัน
ถ้าแยกรายการเบิกเป็นผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก และทันตกรรมได้ด้วยจะยิ่งดี แต่ถ้าเก็บเป็นยอดรวมต่อคนก็ยังใช้เริ่มต้นได้ เพียงแต่ควรแจ้งให้ทราบตั้งแต่ต้นว่าข้อมูลอยู่ในระดับใด
อยากรู้ว่าข้อมูลที่องค์กรคุณมีอยู่ เพียงพอสำหรับออกแบบแผนหรือยัง
ขั้นตอนและระยะเวลาโดยประมาณ
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การพิจารณาใช้ข้อมูลประกอบมากกว่าองค์กรเล็ก จึงใช้เวลานานกว่า ควรเผื่อเวลาไว้ในแผนงานตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องนำตัวเลขไปใช้ประกอบการขออนุมัติงบประมาณภายใน
- รวบรวมข้อมูลสมาชิกและประวัติการเบิก
- ออกแบบโครงสร้างแผนเบื้องต้นเพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพ ปรับได้จนกว่าจะลงตัว
- ยื่นข้อมูลให้ฝ่ายพิจารณารับประกันภัยกลุ่มเพื่อออกใบเสนอราคา ซึ่งสำหรับองค์กรตั้งแต่ 50 ท่านขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ
- นำใบเสนอราคาไปใช้ประกอบการตัดสินใจหรือการขออนุมัติงบประมาณ
- ลงนามตอบรับ จัดทำเอกสารสมาชิก และกำหนดวันเริ่มความคุ้มครอง
ดูภาพรวมทั้งกระบวนการได้ที่ ขั้นตอนทำประกันกลุ่มครั้งแรก และเรื่องการบันทึกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ อ่านได้ที่ เบี้ยประกันกลุ่มกับค่าใช้จ่ายบริษัท ทั้งนี้ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีขององค์กรประกอบด้วย
คำถามที่พบบ่อย
ทำประกันกลุ่มแล้ว ยังให้สวัสดิการเบิกเองควบคู่ไปด้วยได้ไหม
ได้ หลายองค์กรใช้วิธีให้ประกันกลุ่มรับส่วนหลัก แล้วเก็บงบก้อนเล็กไว้ช่วยส่วนต่างหรือรายการที่อยู่นอกความคุ้มครอง วิธีนี้ช่วยให้พนักงานไม่รู้สึกว่าสวัสดิการถอยหลัง และองค์กรยังคุมเพดานรายจ่ายส่วนใหญ่ได้
องค์กรไม่เคยทำประกันมาก่อน จะขอใบเสนอราคาได้ไหม ทั้งที่ไม่มีรายงานการเคลมจากบริษัทประกัน
ได้ องค์กรที่ไม่เคยทำประกันย่อมไม่มีรายงานการเคลมจากบริษัทประกัน การพิจารณาจะใช้ข้อมูลสมาชิกเป็นหลัก ได้แก่ เพศ อายุรายคน ระดับตำแหน่ง และลักษณะธุรกิจ หากองค์กรมีประวัติการเบิกสวัสดิการของตัวเองอยู่ ก็ควรส่งไปด้วย เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ออกแบบแผนได้ตรงกับการใช้งานจริงมากขึ้น
ถ้าเปลี่ยนมาทำประกันกลุ่ม พนักงานที่กำลังรักษาตัวอยู่จะเป็นอย่างไร
ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรมีกรมธรรม์เดิมหรือไม่ องค์กรที่ย้ายจากกรมธรรม์เดิมอาจขอให้พิจารณารับโอนความคุ้มครองต่อเนื่องได้ตามเงื่อนไข ส่วนองค์กรที่ไม่เคยมีกรมธรรม์จะเริ่มต้นตามเงื่อนไขมาตรฐาน ควรสอบถามรายละเอียดเป็นรายกรณีก่อนตัดสินใจ และสื่อสารกับพนักงานล่วงหน้า
องค์กรขนาดเท่าไรถึงเหมาะกับการเปลี่ยนมาใช้ประกันกลุ่ม
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ยิ่งจำนวนสมาชิกมาก ความผันผวนของค่ารักษาต่อหัวจะยิ่งนิ่งขึ้น ทำให้การคำนวณแม่นขึ้นทั้งสองฝ่าย องค์กรที่มีสมาชิกหลักร้อยจึงมักได้โครงสร้างแผนที่ยืดหยุ่นกว่าองค์กรเล็ก อ่านเพิ่มที่ แผนประกันกลุ่มสำหรับองค์กร 50 คนขึ้นไป
พนักงานจะรู้สึกว่าสวัสดิการแย่ลงไหม
เสี่ยงที่จะรู้สึกแบบนั้นถ้าไม่ได้สื่อสารไว้ก่อน เพราะระบบเบิกจ่ายเดิมมักไม่มีเพดานรายรายการ วิธีที่ได้ผลคือเทียบให้เห็นทั้งสองด้าน ทั้งส่วนที่มีเพดานเพิ่มขึ้น และส่วนที่ได้เพิ่มมาใหม่ เช่น ความคุ้มครองชีวิต อุบัติเหตุ และโรคร้ายแรง ดูแนวทางได้ที่ วิธีสื่อสารสิทธิประกันกลุ่มให้พนักงานเข้าใจ
หมายเหตุและแหล่งอ้างอิง
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปสำหรับผู้บริหารและฝ่ายบุคคล มิใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลหรือคำแนะนำด้านบัญชีและภาษี ความคุ้มครอง วงเงิน และเบี้ยประกัน เป็นไปตามแผนที่เลือก เงื่อนไขกรมธรรม์ และการพิจารณารับประกันภัยของบริษัท
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) oic.or.th
- บริษัท เอไอเอ จำกัด aia.co.th
- กรมสรรพากร rd.go.th
เว็บไซต์นี้ดำเนินการโดยตัวแทนประกันชีวิตที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน คปภ. มิใช่เว็บไซต์ทางการของบริษัท เอไอเอ จำกัด
อยากเห็นตัวเลขเทียบกันจริง ๆ ก่อนตัดสินใจ
ส่งข้อมูลสมาชิกและยอดเบิกย้อนหลังเข้ามา แล้วให้ช่วยออกแบบโครงสร้างแผนเบื้องต้นเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาภายในองค์กร ปรับแก้ได้จนกว่าจะลงตัว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนี้
องค์กรตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปที่มีความคุ้มครองเดิมอยู่แล้ว ดูแนวทางออกแบบแผนเฉพาะองค์กรได้ที่ ประกันกลุ่มแบบ Non-Package สำหรับองค์กร 50 คนขึ้นไป
